แกลดิโอลัส


ชื่อไทย แกลดิโอลัส ชื่อสามัญ
ชื่อสามัญ (Common name) Gladiolus
ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific name) ) Gladiolus hybrida ชื่อ
ชื่อวงศ์ (Family) ) Iridaceae
ถิ่นกำเนิด (Native) แอฟริกาใต้

แกลดิโอลัสจัดเป็นพืชหัว (Corm) เมื่อปลูกแล้วจะเกิดหัวใหม่ขึ้นแทนหัวเก่า สามารถใช้ขยายพันธุ์ ได้ต่อไป และยังมีหัวย่อยเกิดขึ้นอีกมากมาย ปัจจุบันนี้มีการผลิตหัวย่อยได้ผลดีที่ภาคเหนือ ชนิดของแกลดิโอลัส ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และได้มีการนำมาใช้เป็นหลักในการพัฒนาการผลิต พันธุ์แกลดิโอลัสพันธุ์ใหม่ ๆ คือ
1. แกลดิโอลัส แกรนดิฟลอรัส (Gladiolus grandiflorus) เป็นชนิดต้นใหญ่ ช่อดอกอวบยาว และ แข็งแรง ดอกใหญ่เรียงชิดกัน ช่อดอกหนึ่ง ๆ อาจมีดอกถึง 20 ดอก และดอกบานพร้อมกันประมาณ 5-7 ดอก
2. แกลดิโอลัส พรายมูลินัส (Gladiolus primulinus) เป็นชนิดต้นเล็ก ช่อดอกเล็กยาวเรียว ดอกเล็กเรียงห่างกัน จำนวนดอกในช่อน้อย มีลักษณะพิเศษคือ กลีบบนชั้นในงุ้มงอปรกเกสร
3. แกลดิโอลัส ทูเบอเจนนิอาย (Gladiolus tubergenii) เป็นชนิดที่ต้นและดอกเล็ก แต่ดอกใน ช่อเรียงชิดกัน ใช้ในการผสมเพื่อผลิตแกลดิโอลัสพันธุ์ดอกจิ๋ว
4. แกลดิโอลัส โควิลลีอาย (Gladiolus covillei) เป็นลูกผสมระหว่างแกลดิโอลัส คาร์ดินาลิส (Gladiolus cardinalis) ซึ่งเป็นชนิดที่มีต้นสูงใหญ่ ดอกสีแดง กับแกลดิโอลัส ทริสติส (Gladiolus tristis) ซึ่งเป็นชนิดดอกเล็ก สูงไม่เกิน 60 ซม. ใน 1 ช่อมีเพียง 2-4 ดอก มีสีขาวหรือครีม และมีสีม่วงหรือสีน้ำตาลปนอยู่เป็นเส้น
5. แกลดิโอลัส นานุส (Gladiolus nanus) เป็นประเภทหนึ่งของพันธุ์โควิลลีอายที่ต้นมีขนาดเล็ก ช่อดอกเล็กเรียวยาว ขนาดดอกเล็กบอบบาง มีสองสีในแต่ละกลีบจำนวนดอกในช่อน้อยและ ดอกจะบานพร้อมกันคราวหนึ่งเพียง 1-2 ดอก ในแต่ละช่อ


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
แกลดิโอลัส มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gladiolus hybrid อยู่ในตระกูล
ราก จะสามารถสร้างหัวใหม่ และมีรากเกิดบนหัวใหม่ ( contractile root ) ที่ปลายรากนี้ก็จะเกิดหัวเล็กๆ ( cormel )
ลำต้น เป็นลำต้นเทียม ( pseudostem ) มีลักษณะค่อนข้างแบนเกิดจากกาบใบและโคนใบอยู่รวมกัน ส่วนลำต้นที่แท้จริงคือ หัว
ใบ มีลักษณะยาวเรียวคล้ายดาบ เส้นใบขนานกันตามความยาวของใบ จึงได้ชื่อว่า Gladiolus ซึ่งมีความหมายว่า “ ดาบ “
ดอก ออกดอกเป็นช่อชนิดสไปค์ แต่ละดอกมีรูปร่างแบบกรวย คล้ายดอกกล้วยไม้ หรือรูปสามเหลี่ยมหรือกลีบดอกอาจจะม้วนคล้ายดอกกุหลาบ
หัว ( corm ) เป็นลำต้นใต้ดินที่ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหาร ต้นอ่อนจะงอกจากตาที่หัว เมื่อเจริญเติบโตขึ้นจะสร้างหัวเล็กๆ สำหรับการขยายพันธุ์ได้


ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
แกลดิโอลัสหรือซ่อนกลิ่นฝรั่ง เป็นไม้ตัดดอกที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบันมีสีสันสะดุดตา เช่น สีขาว เหลือง ชมพู แดง ม่วง ส้ม มีช่อดอกยาว เหมาะสำหรับปลูกเพื่อตัดดอกเป็นการค้า เพราะสามารถตัดช่อดอกได้ตั้งแต่ดอกยังไม่บาน


พันธุ์ดอกแกดิโอลัส
แกลดิโอลัสมีมากกว่า 150 ชนิด มีทั้งกลิ่นหอมและไม่มีกลิ่น ปัจจุบันมีพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า เกือบ 3,000 พันธุ์ สำหรับพันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทยไม่แน่นอน เพราะได้มีการสั่งพันธุ์ แกลดิโอลัสใหม่ ๆ เข้ามาปลูกอยู่เสมอ เพราะต้องการให้ตรงกับความนิยมของผู้ใช้ และคุณภาพ ของพันธุ์ที่ได้จากการเก็บหัวพันธุ์มาปลูกจะลดลง

พันธุ์ที่แนะนำให้ปลูกเป็นไม้ตัดดอก
พันธุ์ดอกกลางและดอกใหญ่
1. Peerless ดอกมีสีแดงสดสม่ำเสมอทั่วทั้งกลีบโดยไม่มีสีอื่นเจือปน กลีบดอกหนาแข็ง เปิดกว้างขอบกลีบเป็นคลื่นเล็กน้อย ช่วงช่อยาว 75-80 ซม. ดอกในช่อมีประมาณ 20-25 ดอก บานเรียงสลับฟันปลาเกยก่ายซ้อนกันในคราวเดียว 5-6 ดอก ทนร้อนได้ดี แต่หากออกดอกช่วง ฝนตกจะทำให้ดอกช้ำได้ จึงทำให้เหมาะสำหรับปลูกไม้ตัดดอก
2. Aztec Gold ดอกมีสีเหลืองอ่อน ในคอดอกจะมีสีเหลืองเข้มกว่าส่วนของกลีบดอกเล็กน้อย ดอกบานกว้าง กลีบบนงุ้มคลุมเกสร กลีบล่างโค้งงอม้วนไปด้านหลังจรดก้านดอก กลีบดอกหนา แข็ง ขอบกลีบเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายกลีบนอกบนหยัก ทนร้อนได้ดีพอสมควร ช่อดอกยาว มี 16-18 ดอกต่อช่อ และบานพร้อมกัน 5-6 ดอก ใช้เป็นไม้ตัดดอกได้ดีเช่นกัน
3. Precision ดอกมีสีกุหลาบม่วงแดง คอสีครีมแต้มเป็นปื้น เส้นกลางกลีบขาวจากโคลนมาถึง ปลายกลีบ ขอบกลีบเป็นคลื่นเล็กน้อย อับเกสรมีสีม่วงแดง ช่อดอกยาว 125-130 ซม. ช่วงช่อดอก ยาว 60 ซม. ดอกในช่อมีประมาณ 18-20 ดอก บานพร้อมกัน 6-7 ดอก ความสม่ำเสมอของช่อดอก ดีมาก ตั้งตรง แข็งแรงใช้ทำไม้ตัดดอกได้ดี
4. Sentry สีแดงสดใส ในคอกลีบสีแสดมีเส้นสีขาวแซมจากกลางถึงปลายกลีบทำให้สีกลีบดู เด่นขึ้น เกสรสีม่วง ปลายกลีบมน ขอบกลีบเป็นคลื่นเล็กน้อย ช่อดอกอวบแต่แข็งแรง สูงประมาณ 130-140 ซม. ช่วงช่อ 60-65 ซม. จำนวนดอกในช่อ 19-20 ดอกและบานพร้อมกัน 6-7 ดอก ปลูกเลี้ยงง่าย ต้นสม่ำเสมอดีมาก ไม่มีปัญหาด้านโรค เหมาะสำหรับปลูกตัดดอก
5. Shilo เป็นไม้สามสีขนาดกลางที่น่าสนใจ กลีบสีเหลืองส่วนบนสีครีม ปากสีแดงสด กลีบหนา ผิวแข็งมันคล้ายเคลือบด้วยขี้ผึ้ง ช่อดอกตั้งตรงแข็งแรงและสม่ำเสมอ ดอกในช่อ 20-22 ดอก บานพร้อมกัน 7-8 ดอก ขยายพันธุ์ได้เร็วพอสมควร น่าใช้เป็นไม้ตัดดอก
6. Vega ดอกสีขาวสวยงามมากชนิดหนึ่ง กลีบดอกเปิดกว้าง กลีบหนา ขอบกลีบเป็นคลื่นสวย ต้นใหญ่แข็งแรง จำนวนดอกในช่อ 24-26 ดอกบานพร้อมกัน 7-8 ดอก ขยายพันธุ์ได้เร็ว ปลูกเป็น ไม้ตัดดอกได้ดีทั้งในฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว
พันธุ์ดอกเล็กและดอกจิ๋ว
1. Ajax มีดอกสีขาว คอดอกสีเขียวอ่อน กลีบดอกเปิดกว้างขอบเป็นคลื่นปานกลางพอเหมาะ กับขนาดของช่อดอก ช่อดอกเรียวงาม มีดอก 16-18 ดอก บานเรียงพร้อมกัน 5-6 ดอก ช่วงช่อ 50-55 ซม. บานทนเมื่อใช้จัดแจกัน
2. Candice มีดอกสีแดงปนส้ม ปากสีแสดปนแดงเข้ม กลีบดอกเปิดกว้าง ปลายกลีบแหลม และม้วนงอไปด้านหลัง ช่อดอกเรียวเล็ก แต่ตั้งตรง แข็งแรงมาก ดอกในแต่ละช่อ 18-20 ดอก บานพร้อมกัน 6-7 ดอก บนช่วงช่อที่ยาว 40-45 ซม. การเรียงของดอกจัดสลับฟันปลาเป็นระเบียบ ดีมาก เหมาะสำหรับใช้เป็นไม้ตัดดอก
3. Firestorm จัดเป็นแกลดิโอลัสพันธุ์จิ๋วที่มีสีแดงเสมอทุกกลีบ กลีบดอกเมื่อบานเต็มที่จะโค้งไป ด้านหลังเล็กน้อย ส่วนกลีบในจะมีสีนูนวิ่งจากกลางถึงปลายกลีบ และกลีบจะงุ้มมาข้างหน้า ปลายกลีบแหลม ขอบกลีบเรียบต้นสูงประมาณ 90 ซม. ช่วงช่อ 40-45 ซม. ดอกในช่อ 18-20 ดอก และจะบานพร้อมกัน 6-7 ดอก การเรียงของดอกเป็นระเบียบดีใช้จัดแจกันเล็กได้งดงาม
4. Gigi ดอกสีชมพูเข้มในคอขาว ดูสดใส ขอบกลีบเป็นคลื่นพองาม ช่อดอกเรียวสวย ช่วงช่อ 50-55 ซม. ดอกในช่อ 18-20 ดอก บานพร้อมกัน 6-7 ดอก เป็นไม้ที่เหมาะสมสำหรับปลูกตัดดอก
5. Krystal เป็นไม้สีแดง กลีบเป็นคลื่น ช่อดอกสวย ก้านแข็งแรง ใช้เป็นไม้ตัดดอกได้ดี
6. Small Wonder ดอกสีชมพูอ่อน ในคอสีครีม ขอบเป็นคลื่น ดอกเปิดกว้าง ช่อดอกเรียวสวย ดอกในช่อ 18-20 ดอก บานพร้อมกัน 5-6 ดอก เป็นไม้จิ๋วสำหรับปักแจกันได้เหมาะสมมาก การขยายพันธุ์ เช่น การเพาะเมล็ด การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ใช้หัว และหัวย่อย แต่โดยปกตินิยม

ขยายพันธุ์โดยใช้หัวและหัวย่อย
หัว คือ ส่วนของลำตันที่โป่งพองอยู่ใต้ดิน ห่อหุ้มด้วยกาบใบที่ตายแล้ว หลังจากเก็บเกี่ยวหัวแล้วไม่สามารถนำหัวไปปลูกได้เลย เพราะแกลดิโอลัสจะมีช่วงพักตัวซึ่งจะกินเวลา 2-3 เดือน แล้วแต่พันธุ์ หัวพันธุ์ที่พ้นระยะพักตัวและสามารถนำไปปลูกได้สังเกตได้จากตาบนหัวจะแหลม และโป่งพองออกพร้อมที่จะงอก ที่ฐานของหัวจะมีปุ่มรากเกิดขึ้นเมื่อนำไปปลูกตาบนหัวจะเจริญ เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วยกาบใบ
การแทงช่อดอกของแกลดิโอลัส จะเริ่มเมื่อแกลดิโอลัสมีใบ 3-7 ใบ ซึ่งช่วงนี้ต้องมีการให้น้ำ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วงที่มีการแทงช่อดอกนี้หัวเก่าจะเริ่มฝ่อไป และมีการเริ่มสร้างหัวใหม่บริเวณ โคนต้นที่อยู่ชิดกับหัว ก็จะเริ่มสะสมอาหารและพองออกส่วนที่พองออกนี้จะเจริญเป็นหัวใหม่ ต่อไป บริเวณรอยต่อระหว่างหัวเก่ากับหัวใหม่นี้ยังเป็นที่สร้าง Stolonที่ปลาย Stolon จะสร้างหัว ขนาดเล็กเรียกว่า หัวย่อย (Cormel) และบริเวณรอยต่อนี้ยังสร้างรากสะสมอาหาร (Contractile Root) หลังจากตัดดอกประมาณ 2 เดือน หัวใหม่และหัวย่อยก็จะเจริญเต็มที่ควรงดการให้น้ำสัก 7-10 วัน ใบจะแห้งหัวเก่าจะฝ่อไป แล้วจึงขุดหัวและหัวย่อยเพื่อใช้ปลูกในฤดูกาลต่อไป ปัจจุบันมีการนำสารเคมีมาทำลายระยะพักตัวของหัวแกลดิโอลัส เพื่อปลูกในรุ่นต่อไปได้เร็วขึ้น เช่น
1. การรมด้วยสารเอธิลีน คลอโรไฮดริน อัตรา 0.5-4 ซี.ซี. ต่อน้ำ 1 ลิตร ในภาชนะปิดเป็นเวลา 2 วัน จะทำให้ย่นระยะการพักตัว และยังเพิ่มเปอร์เซนต์การงอกด้วย
2. แช่แกลดิโอลัสในแอลกอฮอล์ 1 ชั่วโมง จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกและป้องกันโรคได้ มีผลทำให้ใบเล็กลง โตช้าแต่ต้นแข็งแรง
3. การรมด้วยเอธิลีน อีเธอร์ ในอัตรา 1 ซีซี. ต่อน้ำ 2 ลิตร ในภาชนะปิด