1. ธรรมชาติแห่งชีวิต
    1.1  ความเป็นมาของมะละกอ

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

   ในยุคกรุงศรีอยุธยาสมัยพระเจ้าอู่ทอง  พลเมืองยังไม่รู้จัก“ส้มตำ” แหล่งกำเนิดมะละกอ
อยู่ทางอเมริกากลาง – ใต้ โดยสเปนเอาพันธุ์มะละกอมาจากฝั่งทะเลแคริบเบียนของปานามา และโคลัมเบียมาเผยแพร่ราว     พ.ศ. 2069  ตรงกับยุคต้นกรุงศรีอยุธยาแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2   โดยเริ่มทดลองปลูกที่หมู่เกาะฟิลิปปินส์ก่อน และชาวโปรตุเกสเอาพันธุ์มะละกอเข้ามาปลูก ที่เมืองมะละกาของประเทศมาเลเซีย เป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2314  ตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หลังจากนั้นจึงนำมะละกอไปปลูกทางอินเดียต่อไป ซึ่งในยุคพระเจ้าตากสินมหาราช  ชาวกรุงธนบุรีก็ยังไม่รู้จักมะละกอ  แต่เมื่อถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ชาวสยามถึงเริ่มรู้จักพืชชนิดหนึ่งที่ได้พันธุ์จากเมืองมะละกา   จึงเรียกพืชชนิดนั้นว่า มะละกา แต่เพี้ยน เป็น มะละกอ สืบมาถึงปัจจุบัน แล้วเริ่มมีชื่อในวรรณคดี เช่น ขุนช้างขุนแผน ฯลฯ ยุคนั้นย่านพืชผักผลไม้สำคัญของกรุงสยาม คือ  “บางช้างสวนนอกบางกอกสวนใน” ชื่อ บางช้าง  หมายถึงเขตอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม คนส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายมอญกับจีน ( หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน , 2547 : 34 )
นายมงคล  ตั้งโอฬาร  และคณะ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5/1  ปีการศึกษา  2547  ได้ค้นคว้าข้อมูลมะละกอดังนี้

มะละกอ   ชื่อพรรณไม้ในวงศ์    CARICACEAE   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carica   papaya Linn.
เป็นไม้ผลเขตร้อนชนิดหนึ่งคนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักจะเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า“หมากหุ่ง”  มะละกอเป็นพืชพื้นเมืองในเขตร้อนของทวีปอเมริกา     เข้าใจว่ามะละกอมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแม็กซิโกตอนใต้
และคอสตาริกาโอวีอีโด ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเหมืองแร่ในเมืองอิสปานิโอลาตั้งแต่ พ.ศ. 2056-2068 กล่าวว่า
มีผู้นำเมล็ดมะละกอจากชายฝั่งทะเลเหนือปานามาไปยังคาเรียน    และถูกนำต่อไปยังเมืองซานโตโคมิวโก
และหมู่เกาะอื่นๆ ในหมู่เกาะอินเดียตะวันตก จากนั้นชาวสเปนนำมะละกอไปปลูกในเมืองมนิลาประเทศฟิลิปปินส์ประมาณตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 21 และหลังจากนั้นไม่นานนักนักเดินเรือชาวฮอลันดา นำผลมะละกอจากประเทศฟิลิปปินส์  ไปยังหมู่เกาะมะละกา  มะละกอจึงแพร่ต่อไปยังประเทศอินเดียในพ.ศ.  2169  และในพ.ศ.  2343      มีมะละกอปลูกกันอย่างแพร่หลายในหมู่เกาะอินดิสตะวันตกและหมู่เกาะอินดิสตะวันออกและหมู่เกาะแปซิฟิกไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดว่ามะละกอเข้ามาในประเทศไทยเมื่อใด  สันนิษฐานกันว่าน่าจะเกิดจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติของ  C.peltata  Hook  & Arn  กับไม้ชนิดอื่น  ชาวสเปนเป็นผู้นำพันธุ์มะละกอเข้ามาปลูกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในราวศตวรรษที่ 16  มะละกอเป็นไม้เนื้ออ่อน
โตเร็วมีความสูง 2-10 เมตร ก้านใบยาว โครงใบรูปวงกลม มีรอยหยักเว้าลึก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง  25.70 เซนติเมตรปกติให้ผลเมื่ออายุ  8-10  เดือน  เป็นต้นไป  โดยทยอยติดดอกออกผลไปเรื่อย ๆ ตลอดปีถือเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าสูงชนิดหนึ่ง
ดังนั้น  กว่ามะละกอจะเป็นที่รู้จักกันในประเทศไทยก็เดินทางมากว่าครึ่งโลก  จากอเมริกากลาง-ใต้  แยกไปฟิลิปปินส์  แยกไปเมืองมะละกาประเทศมาเลเซีย แล้วจึงเข้าสู่ประเทศไทยในยุคสมัยกรุงธนบุรี

ความเชื่อเกี่ยวกับมะละกอ
ตำราเก่า ๆ  บางเล่มระบุห้ามปลูกมะละกอในบ้าน   เพราะชื่อพ้องกับคำว่า   “ มะระ ”   หรือ   “ มร .”  ที่แปลว่า   “ ตาย ” หรือ “ ละกอ ” ส่อนัยถึงความแตกแยกในอาการ  “ ละจากกอ ”  ทำให้คนอยู่ในบ้านไม่เป็นสุขเกิดอัปมงคลแต่ดูเหมือนคนรุ่นใหม่จะไม่สนใจกับความเชื่อนี้แล้วจึงปลูกมะละกอไว้ในบ้าน  ส่วนจะทำให้ครอบครัวอัปมงคลหรือไม่   พิสูจน์ไม่ได้  แต่เรื่องที่มะละกอดีต่อร่างกายนั้นพิสูจน์ได้คือมะละกอสุกทั้งหอมหวานนุ่มอร่อยลิ้น  ส่วนมะละกอดิบนั้นไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบอยู่ในส้มตำ แกงส้ม   แกงเหลือง  แกงป่า   ผัดใส่ไข่   ผักลวกจิ้มน้ำพริก  ผลไม้แช่อิ่ม   ตากแห้งตั้งฉ่าย  ผักดอง  น้ำส้ม 
ล้วนเรียกน้ำลายเชิญชวนให้เข้าไปลิ้มลอง ( มหัศจรรย์ผัก , 2541 : 311-312)

    1.2  ด้านพฤกษศาสตร์
ข้อมูลพฤกษศาสตร์

ชื่อพื้นเมือง มะละกอ (ภาคกลาง) ลอกอ (ภาคใต้) มะก้วยเต็ด,   มะก้วยเทศ(ภาคเหนือ)  บักฮุ้ง ,
หมักหุ่ง (ภาคอีสาน) ก้วยลา (ยะลา)  แตงต้น (สตูล)  มะเต๊ะ (มลายู ปัตตานี)   สะกุยเส่ , หมากซางพอ
(กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน)
ชื่อวิทยาศาสตร์        Carica  papaya  Linn.
ชื่อวงศ์                    CARICACEAE
ชื่อสามัญ                 Papaya , Pawpaw, Tree  melon
ลักษณะวิสัย                 ไม้ต้นขนาดเล็ก

(เต็ม  สมิตินันท์ ,  ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ. 254 4  :   110  )

             

ที่มา :  กรมส่งเสริมการเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

  
มะละกอ  จัดเป็นผลไม้ที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งชาวไทยและต่างชาติ ในบางครั้งอาจจัดมะละกออยู่ในพืชพวกเดียวกับพืชผักเนื่องจากสามารถนำมาประกอบอาหารในขณะที่ยังดิบอยู่ได้ เช่น นำมาทำส้มตำ แกงส้มผักต่างๆ เป็นต้น สำหรับการเรียกชื่อของมะละกออาจจะแตกต่างกันออกไป เช่น
ภาคกลาง                            เรียกว่า                   มะละกอ
ภาคใต้                                เรียกว่า                   ลอกอ
ภาคอีสาน                           เรียกว่า                   บักฮุ้ง  , หมักหุ่ง
ภาคเหนือ                            เรียกว่า                   มะกวยเต็ด
ชาวอเมริกัน                        เรียกว่า                   ปาปายา
คนอังกฤษ, ออสเตรีย          เรียกว่า                   ปาปอ
ชาวบราซิล                          เรียกว่า                   มาเมา
ชาวสเปน, คิวบา                  เรียกว่า                   ฟรุตตา , บอมบา
มะละกอ  ไม้ต้น  เนื้ออ่อน  เป็นพืชผลไม้ที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า  Carica   papaya  Linn. จัดอยู่ในวงศ์  CARICACEAE เดิมมะละกอไม่ได้รับความสนใจมักถูกปล่อยปละละเลยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ
ตามยถากรรม ตามพื้นบ้านทั่วไป แต่เนื่องจากมะละกอเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีจึงสามารถรอดอยู่ได้ โดยไม่ได้รับการยกย่องให้เป็นผลไม้สดระดับขึ้นโต๊ะอาหารเพราะเห็นว่ามีราคาถูก
ครั้นถึงระยะสงครามมหาเอเชียบูรพา ทหารญี่ปุ่นที่เข้ามาในประเทศไทยนิยมบริโภคมะละกอกันมากทั้งผลดิบและผลสุก จึงทำให้คนไทยเริ่มตื่นตัวและให้ความสนใจมะละกอกันมากขึ้น  ต่อมาหลังจากปีพ.ศ.2490 เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในเมืองไทยกันมาก และได้รับความสนใจบริโภคผลไม้เมืองร้อนของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะละกอจึงทำให้มะละกอกลายเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมกว้างขวางอย่างรวดเร็วจนถึงปัจจุบัน และเป็นผลไม้สดหลังอาหารไปโดยปริยาย
ถิ่นกำเนิด
มะละกอเป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบร้อนของอเมริกากลางในประเทศเม็กซิโกตอนใต้ และคอสตาริกา ในปี ค.ศ. 1513-1525 เมล็ดมะละกอ ได้แพร่กระจายไปยังปานามาและดาเรียนและต่อไปยังซานตราโดมิงโก และเกาะอินดีสตะวันตก เข้าไปยังฟิลิปปินส์กลางศตวรรษที่ 18 เข้าสู่แซนซิบาร์ และ
อูกันดาในปี ค.ศ. 1874
แหล่งผลิต
ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตสำคัญของโลก ได้แก่ บราซิล เม็กซิโก อินโดนีเซีย อินเดีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งสามารถผลิตมะละกอได้ถึงร้อยละ 76.6 ของผลผลิตของโลก รองลงมาได้แก่ จีน โคลัมเบีย เปรู และคิวบา สำหรับในประเทศไทยนั้นมะละกอมีปลูกกันทั่วไป แต่ที่มีปลูกกันมากอย่างเป็นการค้าได้แก่ จังหวัดราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม เป็นต้น นอกจากนี้มีทางจังหวัดในภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกเพื่อบริโภคผลดิบ  ( กลุ่มรักเกษตร , มปป. : 5-6 )

    1.3  ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

-  รากมะละกอ
มะละกอจัดเป็นไม้ต้นขนาดเล็กที่มีอายุสั้น แต่ถ้าปลูกในสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 5-10 เมตร มักไม่เกิดแขนงบนลำต้น แต่ในบางครั้งอาจพบมีแขนงแตกออกได้ในกรณีที่เกิดรอยแผลบนต้นมะละกอ หรือจุดเจริญที่ยอดเสียหาย และปรากฏท่อน้ำยางทั่วทุกส่วนของลำต้น จากการศึกษาสัณฐานวิทยาในเรื่องระบบรากของมะละกอในต้นกล้า พบว่าระบบรากของมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด
1. ระบบรากเดี่ยว ระบบรากชนิดนี้จะพบได้ในพืชใบเลี้ยงคู่ทั่วๆ ไป การงอกของเมล็ดอันดับแรกจะมีรากแรกงอกออกจากเมล็ดก่อนจากนั้นเจริญเป็นรากไพรมารีและจะเจริญไปเป็นรากแก้วต่อไป
2. ระบบรากแขนง การงอกรากแรกสุดก็เช่นเดียวกันกับการงอกแบบแรก แต่แทนที่รากแก้วเจริญเป็นรากเดี่ยวที่เห็นได้อย่างชัดเจนกลับแตกเป็นหลายแขนงขนาดใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ 2-3 รากขึ้นไปลักษณะเด่นเช่นนี้จะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดเมื่อต้นกล้าอายุได้ 1 เดือน หรือมากกว่านั้น

ระบบรากของมะละกอไม่มีอิทธิพลต่อการแสดงของเพศของมะละกอ ไม่ว่าจะเป็นระบบรากแบบใดก็ตาม ยังมีโอกาสแสดงเพศได้ทั้งเพศผู้ เพศเมีย และเพศกะเทย การตัดรากแก้วก็เช่นเดียวกันไม่ก่อให้เกิดอิทธิพลใด ๆ ต่อการแสดงเพศและการเปลี่ยนเพศในมะละกอ

รากมะละกอพันธุ์ปลักไม้ลาย

     

      รากเมื่ออายุได้  45  วัน                  รากเมื่ออายุได้  4   เดือน   
              
     

            รากเมื่ออายุได้  12   เดือน            รากเมื่ออายุได้  12   เดือน     

  ที่มา  : แปลงสาธิตการปลูกมะละกอ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน , 22 กันยายน 2547
              

  -  ลำต้นมะละกอ
ลำต้นมะละกอมีลักษณะเป็นลำต้นสูงชะลูดขึ้นไป มักพบเป็นลำเดี่ยว ๆ ภายในลำต้นจะกลวง ยกเว้นตรงส่วนข้อต่อ ขนาดของลำต้นจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-30 เซนติเมตร บริเวณส่วนปลายของลำต้นจะมีใบเกิดเรียงตัวกันแบบเกลียว มีรอยแผลของก้านใบส่วนที่สัมผัสกับลำต้นจะมีใบอย่างชัดเจน ต้นเมื่อยังเล็กอยู่จะเปราะและหักง่ายเพราะมีเนื้อเยื่อที่อ่อน แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น 2-3 ปี เนื้อเยื่อเหล่านี้จะเหนียวและแข็งขึ้น ส่วนลำต้นจะมีท่อน้ำและท่ออาหารอัดแน่นอยู่เป็นจำนวนมากและมีเส้นใยอยู่น้อย ดังนั้นการควั่นกิ่งหรือลำต้นจึงไม่เป็นผลต่อต้นมะละกอเหมือนกับพืชใบเลี้ยงคู่ชนิดอื่น ๆ

ลำต้นมะละกอพันธุ์ปลักไม้ลาย

     

   ลำต้นเมื่ออายุได้  3  เดือน        ลำต้นเมื่ออายุได้  5  เดือน   
          
        

                      ลำต้นเมื่ออายุได้  9  เดือน       ลำต้นเมื่ออายุได้  12  เดือน             

ที่มา : สวนมะละกอพันธุ์ปลักไม้ลายของนายสมบูรณ์  เสาวภาพันธ์ , 22 กันยายน 2547

-  ใบมะละกอ
    มะละกอมีขนาดใหญ่และกว้างประมาณ 25-75 เซนติเมตร  ลักษณะทั่วไปคล้ายกับใบปาล์มแต่มีเนื้อผิวอ่อนกว่า ส่วนของใบประกอบด้วยก้านใบที่ยาวและกลวง ก้านใบมีสีเขียวอ่อนหรือเจือสีม่วง แผ่นใบเป็นรูปคล้ายหัวใจ ลักษณะเป็นแฉก ๆ แต่ละใบจะมีประมาณ 7-8 แฉก ขนาดลึกและเป็นซี่กว้าง ใบมะละกอจะเจริญติดอยู่ส่วนยอดของลำต้น ดังนั้นในแถบที่มีลมแรงจัดพัดผ่านประจำจึงไม่ควรปลูกมะละกอ

ใบมะละกอพันธุ์แขกดำเมื่ออายุ   2  เดือน

ที่มา : แปลงสาธิตการปลูกมะละกอ  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน

 

ใบมะละกอ

 


ใบมะละกอพันธุ์ปลักไม้ลาย


    
                       ใบมะละกอพันธุ์โกโก้                    ใบมะละกอพันธุ์แขกดำ                    
                                                                                  
                 
    
ใบมะละกอพันธุ์แขกนวล                  ใบมะละกอพันธุ์ฮาวาย

ที่มา : แปลงสาธิตการปลูกมะละกอ  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน

-  ดอกมะละกอ
ดอกมะละกอจะเจริญเติบโตที่บริเวณส่วนล่างของลำต้น แต่ไม่ใช่ส่วนล่างที่ต่ำกว่าก้านใบเพราะทุกๆดอกจะเจริญออกมาตรงซอกเหนือก้านใบเสมอ ดอกอาจจะมีดอกเดียวหรือมากกว่าหนึ่งดอกในหนึ่งก้านดอก  ดังนั้นการที่ต้นมะละกอที่สมบูรณ์  จะมีจำนวนใบมากๆ  จะมีผลผลิตมากขึ้นตามมาด้วย ส่วนของก้านดอกตัวเมียจะสั้นกว่าดอกกะเทยและดอกตัวผู้ ซึ่งมีก้านดอกยาวถึง 50-100  เซนติเมตร

ดอกของมะละกอมีอยู่ 3 ชนิดคือ ดอกตัวผู้(Staminate or male flower) ดอกตัวเมีย (Pistillate or femeal flower) และดอกกะเทย (hermaphroditie flower) ดังนั้นจึงอาจเกิดมะละกอต้นตัวผู้ ต้นตัวเมีย และต้นกะเทยหรือต้นสมบูรณ์เพศ และมะละกอต้นเดียวอาจจะมีดอกชนิดเดียว 2 ชนิดหรืออาจ 3 ชนิดก็ได้  แต่ปรากฏน้อยมากที่ต้นเดียวมีดอกมากกว่า 1 ชนิด

ดอกมะละกอชนิดต่าง ๆ

                     
 ดอกตัวเมีย                                         ดอกตัวผู้                                           ดอกกะเทย

ที่มา : สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร , 2540 : 9-11

ดอกมะละกอชนิดต่าง ๆ
การจำแนกชนิดของดอกมะละกอ  อาจจำแนกได้มากกว่า  3  ชนิด  ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  ดังนี้(กลุ่มรักเกษตร : มปป. : 8-11 )
ดอกตัวผู้ มีขนาดเล็กที่สุด เกิดเป็นช่อบนก้านดอกมีลักษณะยาวห้อยลงมา ดอกย่อยแต่ละดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงซึ่งมีสีเขียว มีจำนวนเท่ากับกลีบดอกคือ 5 กลีบ กลีบเลี้ยงมีขนาดสั้นมากเกิดล้อมรอบฐานของกลีบดอก กลีบดอกมีสีขาวเชื่อมกันเป็นหลอดแต่ส่วนปลายแยกจากกัน เกสรตัวผู้มีจำนวน 10 อัน ยาว 5 อัน สั้น 5 อัน เกิดสลับกันบนกลีบดอก ภายในดอกจะไม่มีรังไข่ ต้นตัวผู้บางต้นจะมีดอกกะเทยขนาดเล็กบริเวณก้านช่อดอกและจะให้ผลที่มีลักษณะยาวรูปร่างผิดปกติ บางครั้งเรียกว่า “มะละกอนมยาน” มะละกอตัวผู้ที่ปลูกอยู่ในเขตที่มีอุณหภูมิเย็นมากๆจะให้ดอกกะเทยบริเวณส่วนกลางของลำต้น  ผลมีลักษณะยาวและขั้วผลก็จะยาว
เนื่องจากต้นตัวผู้ไม่ให้ผลอันเป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจชาวสวนจึงตัดต้นมะละกอตัวผู้ทิ้ง คงเหลือไว้แต่ต้นตัวเมียและต้นกะเทย อย่างไรก็ดีต้นตัวผู้จะมีประโยชน์ในการช่วยผสมเกสร โดยเฉพาะสวนที่มีแต่ต้นตัวเมียควรจะปลูกต้นตัวผู้ 1 ต้น สลับกับต้นตัวเมีย 15-25 ต้น ในแถวปลูก จะช่วยให้การติดผลของมะละกอดีขึ้น
ดอกตัวเมีย  จะสังเกตได้ง่ายคือ  จะมีดอกขนาดใหญ่ที่สุดยาวประมาณ  1 – 2.5  นิ้ว    เกิดเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อสั้น ๆ ดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ  เกิดติดกันอยู่บริเวณฐานกลีบดอกซึ่งมี  จำนวน  5  กลีบ  เกิดแยกกัน  เกสรตัวเมียประกอบด้วยรังไข่ขนาดใหญ่มีพูรังไข่ 3 พูตื้น ๆ โดยทั่วไปดอกชนิดนี้จำเป็นต้องได้รับละอองเกสรจากที่อื่นมาผสมจึงจะติดเป็นผล  ยกเว้นบางต้นอาจเกิดผลได้โดยไม่ต้องได้รับการผสม  ผลที่เกิดจากดอกตัวเมียส่วนมากมีลักษณะป้อมกว่าผลที่เกิดจากดอกกะเทย
ดอกกะเทย  (ดอกสมบูรณ์เพศ)  มีขนาดกึ่งกลางระหว่างดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย  ดอกชนิดนี้
มีก้านดอกสั้นและเกิดอยู่บริเวณง่ามใบ  ดอกที่อยู่ส่วนปลายของก้านช่อจะสมบูรณ์กว่าดอกอื่น ๆ มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ครบในดอกเดียวกัน  ซึ่งสามารถแบ่งดอกกะเทยนี้ออกได้  3  แบบ  คือ

1. แบบเพนแทนเดรีย (Pentandria)  เป็นดอกที่มีลักษณะคล้ายดอกตัวเมีย   เพียงแต่มีเกสรตัวผู้ขนาดใหญ่ และเกิดอยู่ใกล้ฐานกลีบดอกแต่ละกลีบ  เกสรตัวผู้มีจำนวน  5  อัน  จะอยู่แนบชิดกับร่องของรังไข่พอดี  รังไข่มีขนาดใหญ่และรูปร่างค่อนข้างกลม  ผลที่เกิดจากดอกแบบนี้จึงมีลักษณะป้อม  มีร่องลึกเกิดตรงแนวเดียวกันกับเกสรตัวผู้ทั้ง  5  อัน  มีรอยแผลเป็นเกิดจากกลีบดอกเป็นรอยชัดเจนบริเวณฐานผล
2. แบบอีลองกาตา (Elongata)  เป็นดอกที่พบมากที่สุดในฤดูกาลเกิดดอก  กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดจากฐานดอกจนถึงบริเวณประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวของกลีบดอก  เกสรตัวผู้มีก้านสั้นและมีจำนวน  10  อัน  เกิดอยู่บนขอบของหลอดกลีบดอก  รังไข่มีรูปร่างยาว  ผลที่เกิดจากดอกแบบนี้จึงมีลักษณะยาว  ช่องว่างภายในแคบ  รอยแยกของพูรังไข่ภายในผลมีขนาดลึก
3. แบบอินเตอร์มีเดียด (Intermediate)  เป็นดอกที่มีรูปร่างผิดปกติ  เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่รวมกันอย่างไม่เป็นระเบียบ  รังไข่มีรูปร่างไม่ได้สัดส่วน  ผลที่เกิดจากดอกแบบนี้จึงมีลักษณะผิดปกติ  และไม่ค่อยมีประโยชน์ในแง่เศรษฐกิจ การปลูกมะละกอจำเป็นต้องคัดเอาแต่ต้นกะเทย และต้นตัวเมียเอาไว้    เพื่อให้ออกผลต่อไป โดยทั่วไปชาวสวนนิยมปลูกต้นกะเทย เพราะผลมีลักษณะดี และขายได้ราคาดีกว่าผลจากต้นตัวเมีย วิธีปฏิบัติที่นิยมกันคือ  ปลูกมะละกอ  2-3  ต้นต่อหลุม  และคัดเอาต้นตัวผู้และต้นตัวเมียออก  เหลือต้นกะเทยไว้เพียงต้นเดียว  หรืออาจหว่านเมล็ด  5-6  เมล็ดลงในภาชนะขนาดเล็ก  พอเมล็ดเจริญเป็นต้นกล้าแล้วจึงค่อยถอนทิ้งให้เหลือ 3  ต้น  แล้วนำไปปลูกในแปลงถาวรจนกระทั่งออกดอกแล้วเลือกเอาต้นกะเทยไว้

ถ้าไม่มีต้นกะเทยก็เลือกเอาต้นตัวเมียไว้ วิธีดังกล่าวต้องใช้เวลา เพราะต้องรอให้มะละกอออกดอกเสียก่อน  ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ  6-10  เดือน  หลังจากเพาะเมล็ดลักษณะเพศมะละกอในขณะยังเป็นต้นอ่อนหรือเมล็ด  จะไม่สามารถแยกลักษณะเพศได้  แต่การใช้เมล็ดจากต้นกะเทยที่ผสมตัวเองมาปลูก  ต้นกล้าที่เป็นกะเทย  2   ส่วน  และต้นตัวเมีย  1  ส่วน  ในกรณีนี้ไม่ต้องห่วงว่าจะมีต้นตัวผู้ปนอยู่  จึงสามารถปลูกเพียงหลุมละ  1  ต้นได้
นอกจากนี้ ดร.สิริกุล  วะสี  ได้จำแนกชนิดของดอกมะละกอ ( สิริกุล  วะสี , 2542 : 4-5 )  ไว้ดังนี้
ดอกมะละกอแบ่งอย่างละเอียด  ได้เป็น  8  ชนิด  คือ

1. ดอกตัวผู้  (staminate)  เกิดเป็นช่อแบบ  cymose  ก้านช่อดอกยาว  25 – 75  เซนติเมตร  ดอกประกอบด้วยกลีบดอกเชื่อมติดกันตั้งแต่โคนดอกเป็นท่อยาวส่วนปลายแยกจากกันเป็น 5  กลีบ  เกสรตัวผู้มี  10  อัน  ในจำนวนนี้  5  อันอยู่ระหว่างกลีบดอก  2  กลีบ   มีก้านเกสรยาว  และอีก  5 อันอยู่ตรงกลางกลีบดอกมีก้านเกสรสั้น ส่วนของเกสรตัวเมียลดรูปลงเหลือเป็น  rudimentary  pistil  ซึ่งไม่สามารถเจริญเป็นผลได้
2. Teratological  staminate  เป็นดอกตัวผู้ที่มีเกสรตัวเมียเจริญขึ้นมาบางครั้งอาจเกิด stigma ที่ปลาย ได้   มักพบในต้นตัวผู้ที่มีการเปลี่ยนเพศได้  (sex  -  reversal  staminate  tree)  ในสภาพที่มีอากาศเย็น ความชื้นสูงดอกชนิดนี้จะเจริญเป็นผลได้
3. Reduced elongata  มักพบในต้นสมบูรณ์เพศ เป็นดอกที่มีลักษณะเหมือนดอกตัวผู้ แต่ดอกมีขนาดใหญ่กว่ากลีบดอกแข็ง  สั้น  และหนากว่า  เกสรตัวเมียไม่เจริญจึงทำให้ไม่มีการติดผล
4. Elongata   เป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีกลีบดอกเชื่อมติดกัน  3  ใน  4  ของความยาวกลีบดอก ส่วนปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ทั้งหมด 10 อัน เรียงอยู่ในตำแหน่งเช่นเดียวกับดอกตัวผู้ เกสรตัวเมียมี 5 carpels
5. Carpelloid  elongata  เป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีเกสรตัวผู้  2  -  10  อัน  และก้านของเกสรตัวผู้ซึ่งอยู่ระหว่างกลางกลีบดอกเชื่อมติดกับผนังรังไข่  ทำให้รูปร่างของรังไข่บิดเบี้ยว  ผิดปกติ
6. Pentandria  เป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีเกสรตัวผู้  5  อัน  เรียงสลับกับกลีบดอก  เกสรตัวเมีย มี  5  carpels  รังไข่  เป็นร่อง  และเกสรตัวผู้ทั้ง  5 อัน จะอยู่แนบชิดกับร่องของรังไข่พอดี
7. Carpelloid  pentandria เป็นดอกชนิด pentandria  ที่มีก้านเกสรตัวผู้ที่อยู่ระหว่างกลีบดอก2 กลีบ เจริญเชื่อมติดผนังรังไข่  ทำให้รังไข่มีรูปร่างบิดเบี้ยว  ผิดปกติ
8. ดอกตัวเมีย  (pistillate)  ประกอบด้วยกลีบดอก  5  กลีบ  แยกออกจากกันตั้งแต่โคนดอก ไม่มีเกสรตัวผู้หรือส่วนของเกสรตัวผู้อยู่เลย  เกสรตัวเมียมี  5  carpels


ชนิดของดอกมะละกอ

ที่มา : สิริกุล  วะสี , 2542 : 37

 

ชนิดของดอกมะละกอ

ที่มา : สิริกุล  วะสี , 2542 : 38

 

ชนิดของดอกมะละกอ

ที่มา : สิริกุล  วะสี , 2542 : 39

 

-  ผลมะละกอ

มะละกอพันธุ์แขกดำ

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ผลเป็นแบบผลเดี่ยว    ยาวประมาณ  7-10  เซนติเมตร  อาจมีน้ำหนักมากถึง  9  กิโลกรัม
ผลมะละกอมีผิวเปลือกบางเรียบ  เมื่ออ่อนมีสีเขียวหรือเขียวคล้ำ   เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือเหลืองส้ม  เนื้อมีสีส้ม หรือสีส้มปนแดง   เนื้อรับประทานได้มีรสชาติดี ตรงกลางผลมีช่องว่างที่มี 5 ร่องปรากฏอยู่ รูปร่างของผล ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์และชนิดของดอก
ผลที่เกิดจากดอกตัวเมียจะมีรูปร่างกลมป้อม เนื้อขาว ช่องว่างภายในผลกว้าง ส่วนผลที่เกิดจากดอกสมบูรณ์เพศ (กะเทย)  มีลักษณะต่าง ๆกันตามแบบของดอก  นั่นคือ ผลที่เกิดจากดอกแบบเพนแทนเดรียมีรูปร่างป้อม  มีร่องลึกเกิดตรงแนวเดียวกันกับตำแหน่งของเกสรตัวผู้ทั้ง  5 อัน และมีรอยแผลอันเกิดจากดอกแบบอีลองกาตามีรูปร่างยาว  ช่องว่างในผลแคบ รอยแยกของพูรังไข่ภายในผลมีขนาดเล็ก และผลที่เกิดจากดอกแบบอินเตอร์มีเดียดมีรูปร่างผิดปกติ  คือมีรอยคล้ายแผลที่เชื่อมติดกันอยู่ตรงด้านใดด้านหนึ่งเรียกว่า“Calface”รอยนี้เกิดจากเกสรตัวผู้ที่เชื่อมติดกับเกสรตัวเมีย  หรืออาจเกิดจากเกสรตัวเมียที่ไม่สมบูรณ์  ( กลุ่มรักเกษตร , มปป. : 10-11 )

ผลมะละกอ

          
 
     มะละกอพันธุ์ฮาวาย                                               มะละกอพันธุ์ปลักไม้ลาย
               
             
                            
มะละกอพันธุ์ฮาวาย                                           มะละกอพันธุ์ปลักไม้ลาย

ที่มา : สวนมะละกอพันธุ์ปลักไม้ลายของนายสมบูรณ์  เสาวภาพันธ์

 

เมล็ดมะละกอ
    เมล็ดมีจำนวนมากและติดอยู่กับผนังด้านในของรังไข่ เมล็ดรูปร่างกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ   5 มิลลิเมตร  มีสีดำหรือเทา ผิวเปลือกย่นและมีเยื่อหุ้มอยู่ซึ่งประกอบด้วยสารยับยั้งการงอกของเมล็ด คัพภะขนาดกลางมีลักษณะตรง ใบเลี้ยงแบบรูปไข่  อาหารคัพภะจะอยู่ล้อมรอบใบเลี้ยง ใน  1  กรัม จะมีจำนวนเมล็ดแห้ง  ประมาณ  20 เมล็ด ( กลุ่มรักเกษตร , มปป. : 11 )   ใน  1  ผลมีประมาณ  500 - 800   เมล็ด  ( สิริกุล  วะสี , 2542 : 6 )
        

เมล็ดมะละกอ

          

 

เมล็ดมะละกอพันธุ์โซโล

           

การงอกของเมล็ดเมื่ออายุ  5  วัน                           การงอกของเมล็ดเมื่ออายุ  7  วัน   

ที่มา : ห้องปฏิบัติการโรงเรียนนนทรีวิทยา

 

      เมล็ดมะละกอ



เมล็ดมะละกอพันธุ์ปลักไม้ลาย

ที่มา : สวนมะละกอพันธุ์ปลักไม้ลายของนายสมบูรณ์  เสาวภาพันธุ์

 

      

เมล็ดมะละกอพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ

 ที่มา : ห้องปฏิบัติการโรงเรียนนนทรีวิทยา

1.3  ด้านชีววิทยา
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  และปีที่   5  นำตัวอย่างมะละกอพันธุ์แขกดำศรีสะเกษที่ได้จากการสำรวจมาศึกษาอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์พร้อมทั้งศึกษาเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ  วิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา  ดังนี้ 

ราก        
ลักษณะภายนอก  ศึกษาโดยใช้แว่นขยาย  พบรากแขนง  และระบบรากแก้ว หยั่งลึกลงดิน 
ลักษณะภายใน    ศึกษาโดยวิธี cross-section รากมะละกอ พบโครงสร้าง ของมัดท่อลำเลียงน้ำ
และอาหารอยู่ตรงกลาง เป็นกลุ่มจำนวนมาก 

ลำต้น      
ลักษณะภายนอก  ศึกษาโดยใช้แว่นขยาย  เห็นข้อไม่ชัดเจนนัก  แต่เห็นตาได้ชัดเจน  เช่น  ตากิ่ง 
ตา   ใบ 
มะละกอเป็นพืชใบเลี้ยงคู่   พบว่าต้นอ่อนได้อาหารส่วนใหญ่จากดินเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตเป็นต้นกล้าต่อไป
ลักษณะภายใน  ศึกษาโดยวิธี cross-section พบว่า  โครงสร้างภายในลำต้นของมะละกอมีมัดท่อลำเลียงน้ำและอาหาร เรียงตัวอยู่เป็นแนววงกลมรอบลำต้นอย่างไม่หนาแน่น  ไม่เป็นกลุ่ม  เหมือนลำต้นของพืชใบเลี้ยงคู่ทั่วไป  เช่น  ชบา  มะม่วง  ฯลฯ

ใบ          
ลักษณะภายนอก  ศึกษาโดยใช้แว่นขยาย  พบว่าเส้นใบเป็นร่างแห  แผ่กว้าง 7 - 11 แฉก  กว้างประมาณ 50 - 100 เซนติเมตร ตรงโคนเป็นก้านใบ  ยาวประมาณ 20 -150 เซนติเมตร 
ลักษณะภายใน  ศึกษาโดยวิธี cross-section  ใบมะละกอ  โครงสร้างภายในของใบมะละกอ  พบเม็ดคลอโรพลาสต์จำนวนมาก  อยู่ใน พาลิเสดเซลล์และสปองจีเซลล์  มีท่อลำเลียงน้ำและอาหารชัดเจน  เป็นช่วงๆ ตามแฉก และบริเวณที่เป็นร่างแหของเส้นใบมะละกอ

 

การศึกษาเมล็ดและรากมะละกอ

        



         

ที่มา : ห้องปฏิบัติการ  โรงเรียนนนทรีวิทยา

 

 

การศึกษาลำต้นมะละกอ

       

 

 

 

การศึกษาใบมะละกอ

       

ที่มา : ห้องปฏิบัติการ  โรงเรียนนนทรีวิทยา